นำเข้าวัตถุดิบ/สินค้าทุนลดต่อเนื่อง ฉุดยอดส่งออกเดือน ส.ค.-ก.ย.
 

 

ที่มา :ประชาชาติธุรกิจ

6 กันยายน พ.ศ. 2550

     สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้ติดตามสถานการณ์การนำเข้าสินค้าทุนหรือการนำเข้าวัตถุดิบที่ผ่านมาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการนำเข้าจะสะท้อนถึงการขยายตัวของภาคผลิตและภาคการส่งออกของสินค้าแต่ละประเภท โดยตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา สศอ.พบว่าการนำเข้าสินค้าของภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะขยายตัวในอัตราที่ไม่สูงมากนัก

จนกระทั่งล่าสุดในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมพบว่า การนำเข้าสินค้าทุนของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ "ลดลง" โดยเฉพาะประเภทเครื่องจักรกล, สินค้าทุนของอุตสาหกรรมยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อยอดการส่งออกโดยรวมของประเทศภายใน 2-3 เดือนข้างหน้านี้ได้ เพราะสินค้ายานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ทั้ง 2 กลุ่มนี้มียอดการส่งออกอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศ หรือคิดเป็นสัดส่วน 25-30% ของยอดการส่งออกรวมทั้งหมด

ด้าน นางอรรชกา ศรีบุญเรือง บริมเบิล ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า สศอ.จะเข้าไปดูรายละเอียดว่า การนำเข้าเครื่องจักรที่ลดลงนั้น "มาจากสาเหตุใด" และส่วนใหญ่เป็นของอุตสาหกรรมใด จะส่งผลกระทบต่อการผลิตและการส่งออกมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตามเบื้องต้น สศอ.ประเมินว่า ยอดการส่งออกสินค้าของประเทศไทยในเดือนสิงหาคมนี้ น่าจะปรับลดลงต่อเนื่องจากเดือนกรกฎาคม เพราะแนวโน้มการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมในตลาดหลักอย่างสหรัฐจะยังคงลดลง โดยปัจจัยหลักไม่ได้มาจากปัญหาซับไพรมหรือค่าเงินบาท แต่เป็นผลมาจากขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการที่ลดลง เห็นได้จากยอดการส่งออกไปสหรัฐของประเทศคู่แข่งอย่าง จีน, ไต้หวัน, เวียดนาม ยังคงมีการขยายตัวอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยอุตสาหกรรมที่มีการส่งออกลดลง ได้แก่ สิ่งทอ, รองเท้า, อัญมณีและเครื่องประดับ ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของสินค้าไทย ในสหรัฐลดลงเหลือร้อยละ 15 จากเดิมอยู่ที่ ร้อยละ 20

"ตัวเลขการส่งออกในเดือนสิงหาคมที่ปรับลดลงนั้น ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการส่งออกสินค้าภาคการเกษตรที่ปรับลดลงมาก แต่ต่อไปก็จะมีผลกระทบจากสินค้าภาคอุตสาหกรรมด้วย อย่างไรก็ตามการนำเข้าสินค้าทุนที่ลดลงอาจจะยังไม่เห็นผลต่อการส่งออกชัดเจนนักในเดือนสิงหาคม เพราะผู้ผลิตอาจจะยังมีสต๊อกสินค้าเก็บไว้อยู่ แต่จะเห็นผลในช่วง 2-3 เดือนถัดไป" นางอรรชกา ศรีบุญเรือง บริมเบิล กล่าว

ขณะที่ นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สศอ. กล่าวว่า สศอ.ได้ทำการสำรวจเรื่อง "ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลอย่างไรต่อการนำเข้าวัตถุดิบ" เพื่อดูว่าผู้ผลิตจะมีการเปลี่ยนไปนำเข้าวัตถุดิบแทนการใช้วัตถุดิบในประเทศหรือไม่ หลังจากที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 70 รายจาก 7 กลุ่มสินค้า คือ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, ปิโตรเคมี/พลาสติก, เหล็กและโลหะการ, อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, อาหารแปรรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้า

ผลการสำรวจพบว่า กลุ่มยานยนต์เป็นกลุ่มที่เปลี่ยนไปนำเข้าวัตถดิบแทนมากที่สุด โดยผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ 50% บอกว่าจะนำเข้าวัตถุดิบเพิ่มขึ้น 11-30% และอีก 50% บอกว่า จะนำเข้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 31-60 รองลงมาคือ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ผู้ประกอบการร้อยละ 85 บอกว่า จะนำเข้าเพิ่มขึ้นไม่เกินร้อยละ 10

สำหรับเหตุผลที่ทำให้มีการนำเข้าวัตถุดิบเพิ่มขึ้นนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ระบุว่า เป็นผลมาจากความต้องการของลูกค้าที่ต้องการใช้วัตถุดิบนำเข้า เนื่องจากมีคุณภาพที่ดีกว่า ขณะที่ราคานำเข้าก็ลดลง หากค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นไปอีก ผู้ประกอบการหลายรายระบุตรงกันว่า จะเริ่มหันมานำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม สศอ.มองว่า ค่าเงินบาทในปัจจุบันก็เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าต้นปี ดังนั้นจึงเชื่อว่าผู้ประกอบการคงจะไม่เปลี่ยนไปนำเข้าวัตถุดิบในช่วงครึ่งปีหลังมากนัก


หน้า 8