เชื่อ กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย สัญญาณเศรษฐกิจฟื้น-ห่วงกระทบผู้ออมเงิน

 

ที่มา นสพ:คมชัดลึก

11 ตุลาคม พ.ศ. 2550  

     นักเศรษฐศาสตร์มอง กนง.ไม่น่าลดดอกเบี้ยนโยบาย ห่วงกระทบผู้ออมเงินไม่ใช้จ่าย ขณะที่เศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว เร่งรัฐลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการใหญ่

 ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ ไม่น่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เนื่องจากแนวโน้มภาวะเงินเฟ้อมีทิศทางเพิ่มขึ้น จากราคาสินค้าหลายรายการเสนอขอปรับราคา ดังนั้น การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนี้ไม่มีความเหมาะสม โดยรัฐบาลน่าจะใช้แนวทางการลงทุนของภาครัฐในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะโครงการลงทุนรถไฟฟ้า

 "หาก กนง.ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก ก็จะกระทบต่อผู้ออมเงิน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ออมเงินมีบัญชีฝากรวม 70 ล้านบัญชี และในจำนวนบัญชีดังกล่าวนั้นเป็นผู้ฝากรายย่อยถึง 50 ล้านบัญชี" ดร.สมภพ กล่าวและว่า คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ จะขยายตัวประมาณร้อยละ 4-4.5

 ด้าน ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยหาก กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก เพราะควรเก็บไว้เป็นเครื่องมือในการดูแลภาวะเศรษฐกิจในอนาคต จากปัญหาเงินเฟ้อ หรือกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด อาจปรับดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคต นอกจากนี้ หาก กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง จะส่งผลกระทบต่อผู้ออมเงินที่ไม่กล้าใช้เงิน เพราะรายได้จากดอกเบี้ยจะลดลงไปด้วย ดังนั้น หากจะกระตุ้นเศรษฐกิจก็ควรเสริมสร้างความมั่นใจการลงทุนมากกว่า

 สอดคล้องกับ ดร.บันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารไทยธนาคาร ที่มองว่า กนง.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.25% เท่าเดิม เนื่องจาก ธปท.น่าจะพิจารณาอัตราเงินเฟ้อในเดือนกันยายนที่เริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน ทำให้เมื่อนำมาหักกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแล้วอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะต่ำลงและหากลดดอกเบี้ยอีกอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงซึ่งเป็นสิ่งที่ ธปท.ให้ความสำคัญจะติดลบได้

 "หากพิจารณาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจก็จะพบว่ามีสัญญาณการฟื้นตัวของการบริโภคที่ดีขึ้น ส่วนการลงทุนก็มีสัญญาณเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ ธปท.ก็ยังสามารถลดดอกเบี้ยลงได้อีก แม้เงินเฟ้อทั่วไปจะเพิ่มสูงขึ้นแต่ก็ยังไม่สูงมาก" ดร.บันลือศักดิ์ กล่าว