<< Logistics Research Center: LRC

 

  LRC News

 
  ทุนนอกกลืนโลจิสติกส์ สายป่านยาวบริการครบ
  Image Gallery | Download Files | Back to Menu

Group: LRC News / Other

ผู้ประกอบการไทยแฉเล่ห์หลังร่วมงานแล้วเขมือบ โลจิสติกส์พันธุ์ไทย 15,000 กว่าราย เตรียมจ่อขึ้นเมรุ หลังถูกแย่งลูกค้าจากผู้ประกอบการโลจิสติกส์ข้ามชาติ นักวิชาการชี้ ไม่พ้นถูกต่างชาติกลืน ตามรอยธุรกิจค้าปลีก หลังกลุ่มทุนนอกเขมือบส่วนแบ่งตลาดหนักขึ้น จากข้อได้เปรียบทั้งสายป่านทุน -ต้นทุนถูกกว่า -บริการครบวงจร โดยเฉพาะโลจิสติกส์แดนปลาดิบ โกยลูกค้าสัญชาติเดียว แถมข้อตกลงเจเทปป้า และAEC ยังเปิดช่องให้อีกเอื้อ จี้รัฐยื่นมือช่วย

หลังจากรัฐบาลสมัยของ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร ได้รณรงค์ให้ผู้ประกอบการเล็งเห็นความสำคัญการลดต้นทุน โดยมุ่งเน้นให้การส่งเสริมด้านโลจิสติกส์ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของการทำธุรกิจ ถึงขนาดที่ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้เข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เพื่อจะกำกับและดูแลนโยบายโลจิสติกส์ภาพรวมของประเทศเสียเอง

โดยเฉพาะเป็นจังหวะกับสถานการณ์น้ำมันโลกที่มีแนวโน้มพุ่งสูงต่อเนื่อง จังหวะนั้นจึงทำให้อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เริ่มเคลื่อนไหวลงทุนใหม่ๆ ซึ่งรวมไปถึงโลจิสติกส์จากต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างคึกคัก อย่างไรก็ดีในขณะที่การลงทุนบูม แต่รัฐบาลกลับลืมที่จะมีมาตรการปกป้องผู้ประกอบการโลจิสติกส์ขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs)ของไทย จนล่าสุดทุนต่างชาติกำลังจะกลืนอุตสาหกรรมในตลาดนี้ของไทยไปแล้ว

โลจิติกส์ไทย15,000รายเดี้ยง !
ต่อเรื่องนี้ดร. พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุล ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่าขณะนี้วงการอุตสาหกรรมโลจิสติกส์สัญชาติไทยกำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงในแง่การแข่งขันที่สู้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่เป็นบริษัทข้ามชาติไม่ได้ ทำให้ลูกค้าที่อยู่ในมือค่อยๆหายไปทีละราย

ตัวเลขผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจอยู่ในกระทรวงพาณิชย์ปัจจุบันมีถึง 15,200 ราย โดยมีทุนจดทะเบียนรวมกันทั้งสิ้นมากกว่า 500,000 ล้านบาท และในจำนวนนี้กว่า 90%เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ(SMEs)ไทย ที่ส่วนหนึ่งยังคงธุรกิจแบบดั้งเดิม อยู่ ในขณะที่บางรายอยู่ระหว่างการปรับตัวและส่วนใหญ่ โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะให้บริการทั้งการขนส่งทางถนน รถ 10 ล้อ, ชิปปิ้ง, ตัวแทนขนส่งระหว่างประเทศ หรือให้เช่าคลังสินค้าเป็นต้น

และมีสัดส่วนเพียง 10% ที่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการโลจิสติกส์แบบสมัยใหม่ หรือบริษัทที่มีระบบโลจิสติกส์ครบวงจร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการต่างชาติ เช่น DHL ,CEVA, DNT,NYK,TNT ,EGL , LINFOX ,สุมิโตโม,อีโตชู ขณะที่บริษัทไทย อาทิ เอสซีจี โลจิสติกส์ ในเครือซิเมนต์ไทย หรือกลุ่มเบอร์ลี่ยุคเกอร์ เป็นต้น

"ที่น่าจับตาในขณะที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์จากประเทศญี่ปุ่น เช่น สุมิโตโมและ อีโตชู เนื่องจากทั้ง2บริษัทเดิมทำธุรกิจเทรดดิ้งเฟิร์ม หรือเป็นพ่อค้าคนกลางทำหน้าที่จัดหาชิ้นส่วนยานยนต์ ในลักษณะoutsource ให้กับผู้ประกอบรถยนต์ค่ายญี่ปุ่นด้วยกันโดยเสาะหาชิ้นส่วนต่างๆจากในประเทศและทั่วโลกให้กับ ค่ายโตโยต้า ทำให้ธุรกิจที่ทำไป เป็นระบบโลจิสติกส์เต็มตัว"

โดยทั้งสุมิโตโมและอีโตชู มีบทบาทอยู่แล้วในประเทศญี่ปุ่น เมื่อเข้ามาไทยเต็มตัว จึงมีความได้เปรียบในแง่ดึงลูกค้าจากภาคอุตสาหกรรมการผลิต สัญชาติญี่ปุ่นที่มาลงทุนอยู่ในไทยให้มาใช้บริการได้ง่ายขึ้น และมีเป้าหมายว่าจะขยายตลาดนี้

"สำหรับสุมิโตโมขณะนี้มีการตั้งศูนย์โลจิสติกส์อยู่ที่นวนคร และ แหลมฉบัง และที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือ สะพานข้ามแม่น้ำโขงสร้างเสร็จแล้ว สุมิโตโมจะเริ่มให้บริการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศ จากไทยไปลาวและไปเวียดนาม(ฮานอย) ซึ่งจะเป็นเส้นทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทำให้ตอนนี้บริษัทเทรดดิ้งจากญี่ปุ่น หันมาปรับทำธุรกิจด้านโลจิสติกส์กันมากขึ้น ชิงความได้เปรียบตัดหน้าผู้ประกอบการไทยไปแล้ว "

ไทยเจอแรงกดดัน4 ลักษณะ
ดร.พงษ์ชัย กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์รายย่อย กำลังได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันที่ชัดเจนยิ่งขึ้นใน 4 รูปแบบด้วยกันคือ ลักษณะแรก ผู้ประกอบการโลจิสติกส์รายใหญ่สัญชาติไทย ที่มีอยู่ในประเทศเพียงไม่กี่รายเริ่มเข้ามาแย่งลูกค้ารายย่อยมากขึ้น ซึ่งปกติจะเป็นลูกค้าของผู้ประกอบการโลจิสติกส์ขนาดย่อมและขนาดเล็กของไทย โดยผู้ประกอบการโลจิสติกส์รายใหญ่สัญชาติไทยส่วนใหญ่จะเติบโตอยู่แล้วในอุตสาหกรรมการผลิต และแตกธุรกิจโลจิสติกส์ออกมาเพื่อให้บริการธุรกิจในเครือของตัวเอง และขณะนี้กำลังจะขยายบทบาทออกมาให้บริการทั่วไปมากขึ้น ซึ่งทุนกลุ่มนี้จะมีความได้เปรียบเพราะเป็นบริษัทขนาดใหญ่และเป็นโลจิสติกส์ที่ครบวงจรและมีสายป่านที่ยาวกว่า ทำให้การเสนอค่าบริการด้านโลจิสติกส์ทำได้ถูกกว่าผู้ประกอบการรายเล็กที่มีอยู่จำนวนมาก

"ยกตัวอย่าง เช่น รถหัวลากจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายย่อยราคาขนส่งปกติโดยเคาะที่ราคาเหมาจ่าย 12,000 บาท/เที่ยว แต่ถ้าเป็นผู้ประกอบการโลจิสติกส์รายใหญ่จะเคาะราคา 9,000-10,000 บาท/เที่ยว ซึ่งถูกกว่าประมาณ 20%"

การแข่งขันในลักษณะที่สอง จะต้องแข่งกับบริษัทโลจิสติกส์ข้ามชาติ ที่ให้บริการครบวงจรและสามารถให้บริการในลักษณะSolution Providerได้ ทำให้ลูกค้าที่ใช้บริการโลจิสติกส์ หันไปจ้างบริษัทโลจิสติกส์รายใหญ่รายเดียว จากเดิมที่จะจ้างบริษัทโลจิสติกส์รายย่อยๆ มากกว่า 1 รายขึ้นไป ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทยหมดโอกาสทางธุรกิจด้านนี้

หันจ้างทุนสัญชาติเดียวกันแทน
ลักษณะที่สามคือ ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมการผลิตต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยบางราย ขณะนี้ได้ทยอยเลิกจ้างบริษัทโลจิสติกส์ของไทย ทั้งที่เคยเป็นคู่ค้ากันมานานนับ10 ปี และหันไปจ้างบริษัทโลจิสติกส์สัญชาติเดียวกัน ที่เข้ามาให้บริการในประเทศไทย เช่น กลุ่มทุนสัญชาติญี่ปุ่น สัญชาติออสเตรเลีย กรณีนี้จึงทำให้บริษัทไทยได้รับผลกระทบมาก หากเกิดขึ้นกับลูกค้าเพียง 1 รายเท่ากับว่าผู้ประกอบการโลจิสติกส์รายย่อยได้รับผลกระทบมากกว่า 1 รายขึ้นไป เนื่องจากลูกค้า1 ราย จะมีการจ้างบริษัทที่เข้ามาดูแลงานด้านโลจิสติกส์หลายส่วน เช่น ส่วนขนส่ง ส่วนคลังสินค้า และชิปปิ้ง เป็นต้น

ลักษณะที่สี่ ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ข้ามชาติบางรายหัวใส ใช้วิธีซับคอนแทร็กต์มาให้ผู้ประกอบการโลจิสติกส์รายย่อยอีกทอดหนึ่งเพื่อกินส่วนแบ่งกรณีที่รับงานไม่ทัน แทนที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์รายย่อยจะติดต่อเองโดยตรง เพื่อรับรายได้เต็มที่ ก็ต้องผ่านนายหน้าเพื่อกินส่วนแบ่งอีกทอดหนึ่ง หากไม่รับงานก็จะหาลูกค้ารายใหญ่ยากขึ้น

"ผมตั้งข้อสังเกตว่าขณะนี้การแข่งขันในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์กำลังเกิดปัญหาขึ้นในลักษณะเดียวกันกับกรณีของ ธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติ ที่เข้ามาบุกตลาดในประเทศไทยในรูปของไฮเปอร์มาร์เก็ต โดยตั้งอยู่ในจุดสำคัญทุกจังหวัดโดยขยายเข้าไปในเขตชุมชนมากขึ้น ทำให้ร้านโชวห่วยที่กระจายอยู่ตามที่ต่างๆอยู่ไม่ได้ต้องปิดกิจการไปในที่สุด"

สอนมวยรัฐเร่งตื่นตัวยื่นมือช่วย
จากปัญหานี้ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวอีกว่า จะเกิดปัญหาการล้มหายตายจากไปแน่นอนหากผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในกลุ่มSMEs ไม่มีการปรับตัวโดยพัฒนาธุรกิจให้ครบวงจร หรือเกิดการรวมธุรกิจกันมากขึ้น นอกจากนี้หากภาครัฐยังไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย โดยการกำหนดนโยบายและกำหนดทิศทางการพัฒนาธุรกิจดังกล่าวอย่างจริงจัง ก็จะสายเกินไปที่จะมาแก้ปัญหาทีหลัง เพราะขณะนี้มองว่ายังไม่มีผู้รับผิดชอบในระดับนโยบายโดยตรง แต่งานส่วนใหญ่ที่ดำเนินการอยู่ จะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากรมทนั้น

นอกจากนี้การจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือสำหรับผู้ประกอบการโลจิสติกส์รายย่อยโดยเฉพาะยังไม่มีถ้าเทียบกับโครงการกรุงเทพฯเมืองแฟชั่น ฉะนั้นถ้ารัฐบาลไม่พยายามสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้ประกอบการโลจิสติกส์SMEs ก็จะทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับโลกปัจจุบันได้ โดยเฉพาะโลกเสรีที่รัฐเปิดช่องทางให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันมากขึ้น เช่นนโยบายด้าน เจเทปป้า (Japan-Thai Ecomic Partnership Agreement ) และข้อตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนAEC(ASEAN ECONOMIC COMMUNITY)ที่ประเทศไทยเปิดให้โลจิสติกส์ในประเทศอาเซียน เข้ามามีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้นในปี 2513 เป็นต้นไป

แฉยุทธวิธีต่างชาติ
นายปรีชา เฉลิมวิสุตม์ ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด จงเจริญขนส่ง ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป และสินค้าเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างไปยังกทม. กล่าวว่าก่อนหน้านี้บริษัทได้รับบทเรียนจากบริษัทโลจิสติกส์จากต่างชาติรายหนึ่ง ที่ให้บริษัทเป็นเอเยนต์ในพื้นที่ให้ พอสร้างฐานลูกค้าจนแข็งแรงแล้วก็หันไปทำเองทั้งหมด และยกเลิกสัญญากับบริษัททั้งหมด และเข้ามาแย่งลูกค้าของบริษัทไปเกือบทั้งหมด เพราะทุนข้ามชาติรายนี้บุกเข้าไปเจาะตลาดในเมืองใหญ่ๆมากขึ้นด้วย

"นอกจากนี้เรายังมีคู่แข่งรายอื่นๆ เข้ามาอีกในลักษณะกระจายสินค้าให้กับโลตัส ทำให้บริษัทผมและโชวห่วยตายไปพร้อมๆกันเพราะน้ำมือบริษัทข้ามชาติที่บุกเข้ามา ตอนนี้ผมต้องปรับทิศทางใหม่โดยรับจ้างขนส่งด้านวัสดุก่อสร้าง ยาฆ่าแมลง ไปเจาะลูกค้าภาคเกษตรแทนมากขึ้น

สู้ค่าบริการแข่งทุนนอกไม่ได้
ขณะที่นางสาวนภาภรณ์ วัฒนกุล ข้าวของบริษัท พรของแม่ขนส่งจำกัด กล่าวว่าทำธุรกิจขนส่ง และให้บริการคลังสินค้า ได้รับผลกระทบแล้วในแง่ค่าบริการที่แข่งกับฐานราคาของคู่แข่งรายใหญ่จากต่างชาติไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นมืออาชีพมาจากต่างประเทศ มีสายป่านยาว ในขณะที่ผู้ประกอบโลจิสติกส์ของไทยมีรายเล็กและรายย่อยจำนวนมาก ที่เวลานี้อยู่ในช่วงปรับตัวครั้งใหญ่

"ตอนนี้บริษัทกำลังหาแหล่งเงินทุนมูลค่าประมาณ 400-500 ล้านบาท เพื่อมาปรับปรุงธุรกิจทั้งระบบใหม่ รวมถึงเพิ่มจำนวนรถขนส่งทุกชนิดมากขึ้นจาก300-400 คันจะเพิ่มเป็น500 คัน ขนส่งสินค้าเกษตรจากภาคอีสานไปกทม. และขนส่งสินค้าคอนซูเมอร์จากกทม.มายังภาคอีสาน และภาคเหนือ กินพื้นที่หลายจังหวัด รวมถึงลงทุนขยายพื้นที่ทำคลังสินค้าเพิ่มจากที่มีอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดอุดร ก็จะขยายไปยังพื้นที่ภาคเหนือเพิ่มขึ้น "

ต่างชาติผูกขาดตลาด
นายจักรพงศ์ วุฒิพันธ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท วุฒิพันธ์ ทรานสปอร์ต แอนด์ เบทเทอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด ผู้ให้บริการขนส่งสินค้า เปิดเผย ว่า ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทยกำลังได้รับผลกระทบจากการรุกตลาดของนักลงทุนต่างชาติเป็นอย่างมาก เพราะตลาดเริ่มถูกผูกขาด เนื่องจากต่างชาติเข้ามาเทกโอเวอร์ธุรกิจไทยที่มีทรัพยากรด้านโลจิสติกส์จนมีบริการที่ครบวงจร สามารถลดราคาให้บริการทั้งค่าชิปปิ้ง โลจิสติกส์ และทรานสปอร์ตได้

"สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการรายย่อยไทยคือต้องพยายามเข้าไปทำธุรกิจร่วมกับกลุ่มทุนดังกล่าวเพื่อให้มีงานทำ แต่ท้ายที่สุดเมื่อคำนวณแล้วแม้ผู้เล่นรายใหญ่จะมีข้อตกลงทางธุรกิจให้การสนับสนุนต้นทุนบางประการ แต่ผู้ประกอบการไทยก็ยังต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่สูงและไม่ได้กำไรดังที่คิด ทั้งนี้ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นประกอบกับปัจจัยด้านราคาน้ำมันทำให้โลจิสติกส์รายย่อยของไทยล้มหายตายจากไปมากแล้ว เพราะไม่สามารถแข่งขันกับต่างชาติที่มีบริการครบวงจรได้เลย จึงมองว่ารัฐควรเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้โดยต้องพิจารณาเรื่องการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติให้รอบคอบยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนเรื่องลงทุน"

อีบีซีไอชิงปรับตัวรวมธุรกิจ
ด้านนายสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กซ์เซลเล้นท์ บิสเนส คอร์ปอร์เรชั่น อินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด หรือ อีบีซีไอ กล่าวว่า ปัญหาการแข่งขันในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ถือเป็นปัญหาใหญ่ ที่จะต้องเตรียมพร้อมในการตั้งรับ และถ้ารัฐบาลไม่มีเครื่องมือในการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยให้ปรับตัวได้ในที่สุดก็จะล้มหายทีละราย

"ขณะนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลไม่มีการสานต่อโลจิสติกส์อย่างเต็มรูปแบบ แต่ไปเน้นนโยบายโลจิสติกส์ที่เป็นเมกะโปรเจ็กต์ ขณะที่โลจิสติกส์อุตสาหกรรม กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้น"

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้อีบีซีไอได้ปรับตัวโดยผนึกกำลังกับ 2 บริษัทในวงการโลจิสติกส์ คือบริษัท เบทเทอร์ โลจิสติกส์ ซิสเทมฯ(บีแอลเอส) และบริษัท ยูเนี่ยน เฟด ฟอร์เวิดเดอร์ฯ (ยูเอฟเอฟ) โดยทั้ง3 บริษัทต่างดึงจุดเด่นของแต่ละค่ายมาเป็นพันธมิตรทางการค้า โดยอีบีซีไอ มีจุดเด่นในแง่ผู้ให้บริหารจัดการวางระบบและปฏิบัติการโลจิสติกส์และวิเคราะห์ระบบ โลจิสติกส์ ขณะที่บีแอลเอส มีความเชี่ยวชาญด้านคลังสินค้า พิธีการทางศุลกากร ส่วนบริษัทยูเอฟเอฟฯ เชี่ยวชาญในธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศทางเรือ ทางเครื่องบินและขนส่งในประเทศ

 โดยทั้ง3 บริษัทมองไปในทิศทางเดียวกันว่าความร่วมมือทางธุรกิจครั้งนี้จะเป็นการตั้งรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือAECที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ และจะรับมือกับทุนข้ามชาติได้จะต้องรวมธุรกิจกันเพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้อยู่รอดต่อไป

 Reference
Domestic - Start Date 2008-07-09
Foreign Than News End Date 2008-07-19


Back to top
 

 
© Copyright 2008 LOGISTICS RESEARCH CENTER
University of the Thai Chamber of Commerce