DOCUMENTS


นโยบายและยุทธศาสตร์ด้าน IT เพื่อการศึกษาของประเทศต่าง ๆ

ประเทศมาเลเซีย           ประเทศสิงคโปร์         ประเทศฮ่องกง


ประเทศมาเลเซีย

      รัฐบาลประเทศมาเลเซียให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐานที่ จำเป็นต่อการพัฒนาเครือข่ายสารสนเทศ การวิจัยและพัฒนาและสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยี สารสนเทศ เพื่อการเป็น "สังคมแห่งความรู้ (Knowledge-based Society)" รัฐบาลเริ่มแผนแม่บท การพัฒนาโดยเริ่มโครงการ "Multimedia Super Corridor : MSC" หรือ "โครงการทางด่วนมัลติมีเดีย" เป้าหมายสำคัญ คือ การสร้างสภาวะแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดการวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรม พัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการก้าวสู่ความสำเร็จของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • วิสัยทัศน์ด้านการศึกษา
       
         
    มาเลเซียมีการพัฒนาโรงเรียนให้เป็น "Smart Schools" เพื่อสร้างคนให้มีความคิดริเริ่ม สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศให้เกิดประโยชน์ในการเพิ่มมูลค่าการผลิต "Smart Schools" มีองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ คือ

1. ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของมาเลเซียในทุก ๆ ด้าน ทั้งทางสติปัญญา ร่างกาย อารมณ์ และจิตสำนึก

2. ให้โอกาสกับผู้เรียนในการพัฒนาศักยภาพและความสามารถที่เป็นจุดแข็งของตนเองได้อย่างเต็มที่

3. เพื่อพัฒนากำลังงานที่มีสติปัญญา (Thinking Workforce) ที่มีความคล่องทางเทคโนโลยี (Technically Literate)

4. การขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนทุกคน

5. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับโรงเรียน ได้แก่ ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคเอกชนให้มีส่วนร่วมในการ
    สนับสนุนกระบวนการศึกษาของชาติ

  • แผนกลยุทธ์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา

      1. การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน
                  เน้นการจัดทำสื่อในรูปแบบของการเชื่อมต่อเครือข่าย (Network-based) สนับสนุนครูผู้สอน (Teacher-based) และสนับสนุนหลักสูตร (Courseware-based)

      2. การพัฒนาระบบการบริหารและระบบการประเมินผล
                 พัฒนาระบบการบริหารทั้งทางด้านสำนักงานและทรัพยากรเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งระบบประเมินผลและพัฒนาการของเด็ก

      3. MSC กับการสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษา
                 MSC มีนโยบายสนับสนุนการเงินและการผลักดันให้สถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการ ทางด้านเทคโนโลยีมัลติมีเดียเทคโนโลยีสารสนเทศ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หลักเกณฑ์ในการให้การ
    สนับสนุน คือ

                 - มีการผลิต หรือการใช้สินค้าและบริการด้านมัลติมีเดียในปริมาณที่สูง
                 - มีหลักสูตรการเรียนการสอนดังที่กล่าวมาข้างต้น และต้องมีการเรียนการสอนมาไม่น้อยกว่า 2 ปี
                 - มีการจัดตั้งคณะหรือภาควิชาที่เกี่ยวข้องกับมัลติมีเดีย หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ
                 - มีการจ้างงานที่ต้องอาศัยความรู้ (Knowledge worker) จำนวนมาก
      
      
    4. การส่งเสริมการพัฒนาเนื้อหา (Content Development)

นโยบาย คือ
            - การพัฒนาเนื้อหาในรูปมัลติมีเดียเพื่อให้ผู้ใช้เกิดประโยชน์จากการเรียนรู้แบบโต้ตอบ (Interactive) เสริมสร้างประสบการณ์ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มีเนื้อหาทางด้านการศึกษา สาระบันเทิง ทักษะการทำงาน การเข้าสังคมและการใช้ชีวิต
            - สนับสนุนการพัฒนาให้เกิดมุลค่าเพิ่มจากเนื้อหามัลติมีเดียที่มีอยู่เดิม
            - ส่งเสริมให้เกิดการเผยแพร่เนื้อหาในรูปมัลติมีเดียที่มีประสิทธิภาพ
            - พัฒนาอุปกรณ์ทางด้านคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายสารสนเทศ ทั้งในประเภท ช่วงแคบ (Narrowband) และประเภทความเร็วสูง (Broadband Network) เพื่อให้การถ่ายทอดข้อมูล เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  

   5. การสนับสนุนทางด้านการวิจัยและพัฒนา

            ความสำเร็จของ MSC ขึ้นอยู่กับการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา เป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนากำลังคนทางด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะมุ่งเน้นที่ การเพิ่มประสิทธิภาพรัฐบาลได้จัดตั้งหน่วยงานชื่อ Multimedia Super Corridor Research and Development Grant Scheme (MGS) เพื่อสนับสนุนให้บริษัทของมาเลเซียหรือบริษัทร่วมทุนทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีมัลติมีเดียและสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้น ยังมีเป้าหมายเพื่อพัฒนากำลังแรงงานให้มีความรู้ และการนำผลการวิจัยและพัฒนาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

 
 6. การสนับสนุนทางด้านการเงิน
            รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนด้านการเงิน โดยการสร้างแรงจูงใจทั้งในรูปที่ เป็นตัวเงิน (Financial Incentives) และไม่เป็นตัวเงิน (Non-financing)

การสนับสนุน มีดังนี้
            - บริษัทหรือสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมในโครงการ MSC จะได้รับการ ลดหย่อนภาษีรายได้ระยะเวลา 5 ปี และสามารถขยายออกได้เป็น 10 ปี นอกจากนั้น บางหน่วยงานที่มีประโยชน์ แต่ต้องใช้เงินลงทุนสูง รัฐบาลก็จะยกเว้น เงินลงทุนทั้งหมดให้
            - ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการอนุญาตให้สามารถนำเข้าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ที่จำเป็นต่อการลงทุนภายใน โครงการโดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า (Duty Free)
            - รัฐบาลจะสนับสนุนเงินงบประมาณเพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาให้กับโครงการด้าน R&D ของ MSC ให้เป็นทุนเริ่มต้น (Seed Money) ในการพัฒนาและสนับสนุนอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีคนมาเลเซียเป็น ผู้ถือหุ้นไม่ต่ำกว่า
ร้อยละ 50

 

ประเทศสิงคโปร์

             กระทรวงศึกษาธิการ (MOE) ร่วมวางแผนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (National Computer Board : NCB) และ Telecom Authority of Singapore (TAS) จัดทำแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา (Master Plan for IT in Education) ขึ้นเป็นแม่แบบในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาการศึกษา และมีฐานะเป็นยุทธศาสตร์หลัก เพื่อการแข่งขันในศตวรรษที่ 21 ปรัชญาเบื้องหลังแผนแม่บทนี้มองว่า ยุทธวิธีในการสร้างระบบการเรียนการสอนที่มีเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพื้นฐานจะช่วยให้เด็กมีทักษะความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองและต่อเนื่อง รวมไปถึงการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

  • แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
                 แผนแม่บทนี้ต้องการขยายความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศได้ของคนรุ่นใหม่ เพื่อให้มีโอกาสในการเรียนรู้ที่เท่าเทียมกัน เด็กทุกคนสามารถพัฒนาปรับปรุงความรู้ของตนเองได้จากหลักสูตรที่มีเนื้อหาเทคโนโลยีสารสนเทศที่เข้มข้นและโรงเรียนที่มี
    ความพร้อมแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา มีจุดประสงค์หลัก 4 ประการ คือ

1. ส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างดรงเรียนกับโลกรอบด้านเพื่อขยายประโยชน์จาก สิ่งแวดล้อมของการเรียนรู้
             ทั้งครูและนักเรียนสามารถสนทนาแลกเปลี่ยนและร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอื่นๆ ได้ทั้งในท้องถิ่นและต่างประเทศ การเชื่อมโยงสู่ความรู้ใหม่ๆ จะช่วยให้นักเรียนพัฒนามุมมองที่จำเป็นต่อการทำงานและการดำรงชีวิตในสังคมภายภาคหน้าที่ไร้พรมแดนได้

2. เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และความรับผิดชอบทางสังคม
             นักเรียนจะสามารถพัฒนาศักยภาพในการแสวงหา การวิเคราะห์และการประยุกต์ข่าวสารได้ดีขึ้น และเสริมสร้างนิสัยการคิดที่เป็นอิสระ ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ที่มีเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพื้นฐานนี้ จะช่วยให้เด็กสามารถสร้างสรรค์ความคิดความอ่านแบบใหม่ การร่วมมือทำงานกับเพื่อน และมีการตัดสินใจที่เป็นเหตุเป็นผล

3. ผลักดันกระบวนการนวัตกรรมทางการศึกษา
             การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ากับการศึกษาจะช่วยเพิ่มพูนนวัตกรรมให้กว้างขวางขึ้น เช่น การสร้างความเป็นไปได้ในการกำหนดหลักสูตรการเรียนและวิธีการประเมินผลแบบใหม่ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้โรงเรียนมีอิสระในการใช้ทรัพยากรเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างคล่องแคล่วและเต็มที่ เพื่อตอบสนองความต้องการของ นักเรียนและกระบวนการบริหารจัดการของโรงเรียน

4. ส่งเสริมความเป็นเลิศในการบริหารและการจัดการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
             เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการติดต่อภายในโรงเรียน ระหว่างโรงเรียน และระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับโรงเรียน ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพการบริหารจัดการดีขึ้น รวมทั้งการตัดสินใจทุกระดับจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะมี ข้อมูลที่สามารถเข้าถึงและนำมาใช้ได้โดยทันที

แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาได้ระบุมิติสำคัญ 4 ด้าน คือ

(1) หลักสูตรและการประเมินผล (Curriculum and Assessment)
             ในอนาคต หลักสูตรของโรงเรียนจะต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องและสมดุลระหว่างการเรียนรู้ข้อเท็จจริง (Factual Knowledge) และการเข้าใจหลักแนวคิดและวิธีการ การเรียนรู้ต้องเน้นที่การแสวงหาข้อมูลที่สอดคล้องและตรง มากกว่าการรับข้อมูลเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้จะเน้นการเพิ่มทักษะในการประยุกต์ใช้ข้อมูลในการแก้ไขปัญหา รวมทั้งสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เทคโนโลยีสารสนเทศจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ครูจะมีทักษะรอบด้าน
และกว้างขวางมากขึ้น มีความเข้มแข็งในฐานะ "ผู้ชี้แนะ (Repertoire)" เป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญสำหรับนักเรียนขยายขอบเขตของทรัพยากรการเรียนรู้ ที่นักเรียนเข้าถึงได้ทำให้เพิ่มระดับการเรียนรู้ด้วยตนเอง และช่วยเปิดโอกาสเสริมสร้างการเรียนรู้และกระตุ้นการใฝ่รู้ของนักเรียนให้ มากขึ้น ส่งเสริมนักเรียนที่มีศักยภาพขอบเขตการเรียนรู้นอกเหนือหลักสูตร หลักสูตรการศึกษาแผนใหม่จะต้องสะท้อนความเปลี่ยนแปลงจาก "เรียนรู้โดยรับข้อมูล" ไปยังการเน้นให้นักเรียน "หาข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเรียนรู้การประยุกต์ใช้ข้อมูล" เพื่อแก้ปัญหาและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเหมาะสม จะทำให้นักเรียนสามารถ"เรียนเชิงรุก (Active Learning)" และ "เรียนด้วยตนเอง (Independent Learning)"

(2) เนื้อหาและทรัพยากรการเรียนรู้ (Content and Learning)
              แผนแม่บทได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนา และแสวงหาซอฟต์แวร์ที่ จำเป็นต่อหลักสูตร กระทรวงศึกษาธิการจะให้บริการคลังข้อมูลกลาง (Central Clearing-house Service) เพื่อเสาะหา ทบทวน ประเมิน และเสนอแนะรายชื่อ ซอฟต์แวร์ (Software Title List) รวมทั้ง Internet Sites สำหรับโรงเรียน โดย ไม่บังคับโรงเรียนแต่อย่างใด ครูจะได้รับการฝึกอบรมให้ประเมินซอฟแวร์และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน การจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพ เช่น National Licensing Scheme จะช่วยลดค่า ใช้จ่ายโดยการตกลงราคากับผู้ผลิตรายใหม่ และ Digital Media Repositories (DMRs) จะช่วยรวบรวมและมี Media Clips, Webpage และ Courseware snippets ให้ใช้ในระบบการเรียนการสอนในระบบมัลติมีเดียเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะเป็นสื่อกลางในการสื่อสาร และแลกเปลี่ยนความคิดและทรัพยากรการเรียนรู้ระหว่างนักเรียนและครู ทั้งในท้องถิ่นกับโรงเรียนใน ต่างประเทศอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์จะเป็นผู้ผลิตและนำเสนอเนื้อหา เช่น การพัฒนา CD-ROM หรือการให้บริการมูลค่าเพิ่มแก่โรงเรียน โดยการค้นหาซอฟต์แวร์ตามความต้องการรวมทั้งการบริการหลังการขายสำหรับการพัฒนาและการจำหน่ายซอฟต์แวรŒ ์การศึกษาที่สอดคล้องกับ หลักสูตรนั้น Economic Development Board (EDB) และ NCB จะ ชักนำให้ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ระดับโลกมาตั้งฐานในสิงคโปร์ร่วมกับบริษัทท้องถิ่น นอกจากนี้ จะมีการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญในการผลิตซอฟต์แวร์เพื่อการศึกษาด้วย

(3) โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและเทคโนโลยี (Physical and Technology Infrastructure)
              แผนแม่บทกำหนดให้มีมาตรฐานระดับชาติในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศภายในปี 2002 เพื่อวางแนวทางให้โรงเรียน โดยให้มี ความยืดหยุ่นได้ คือ โรงเรียนต่างๆ ยังคงสามารถกำหนดว่าจะได้มาตรฐานเมื่อไร ก่อนที่จะถึงปี 2002 ภายในปี 2002 นักเรียนจะใช้เวลาร้อยละ 30 ของหลักสูตรโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตามเป้าหมายของแผนแม่บท และจะมีอัตราส่วนคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องต่อนักเรียน 2 คน ภายในปีเดียวกัน จะมีการลงทุนด้านคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องต่อ นักเรียนประถมศึกษาจำนวน 6.6 คน และ 5 คนในระดับมัธยมศึกษา เพื่อให้เกิดการเรียนและใช้เทคโนโลยีสารสนเทศร้อยละ 10 และ 14 ตามลำดับ นอกจากนี้ จะให้มีการใช้ Notebook เพื่อความคล่องตัวเครื่องคอมพิวเตอร์จะเป็นเครื่องมือหลักของครู โดยครูจะมีความพร้อมและความถี่ในการใช้คอมพิวเตอร์ทั้งในชั่วโมงเรียนและหลังเวลาเรียน เพื่อสามารถ เข้าถึงแหล่งข้อมูล เตรียมแผนการสอน ส่งบทเรียน ส่งงานและโต้ตอบกับนักเรียน ติดต่อกับเพื่อนครูและหัวหน้า และทำงานด้านบริหาร Notebook จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ครูทั้งที่บ้านและโรงเรียน แผนแม่บทจะกำหนดให้ครูมี Notebook 1 เครื่องต่อ 2 คน และกระทรวงศึกษาธิการ จะสนับสนุนเงินให้กับครูซื้อคอมพิวเตอร์ของตัวเองแผนแม่บทกำหนดให้มีการสร้างโครงข่ายในทุกโรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตและสื่อการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์ในทุกชั้นเรียน และในที่สุดจะมีการเชื่อมต่อถึงกันผ่านระบบเครือข่ายพื้นที่กว้าง (Wide Area Network : WAN)

(4) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development)
               การมีหลักสูตรเพื่อพัฒนาครูอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพในการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามหลักสูตร ซึ่งเป็นหัวใจของแผนแม่บทนี้ จะมีการฝึกอบรมครูภายในปี 1999 ในระบบ 3 ขั้นตอน ดัง

ขั้นแรก ผู้สอนเทคโนโลยีสารสนเทศอาวุโส (Senior IT Instructors) 60 คน ฝึกอบรมให้โรงเรียนสาธิต 22 โรงเรียน

ขั้นที่สอง
หัวหน้าแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศและครูจำนวนหนึ่งจะฝึกอบรมให้กลุ่มละ 3-4 โรงเรียน และ

ขั้นที่สาม
โรงเรียนเหล่านี้จะฝึกอบรมให้โรงเรียนอื่นๆ ต่อไป วิธีนี้จะก่อให้เกิดผลแบบทวีคูณ โดยให้มีความร่วมมือแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญและวัฒนธรรมระหว่างโรงเรียน หัวหน้าแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศและครูที่ จะถ่ายทอดทักษะให้แก่โรงเรียนอาจจะได้ลดปริมาณการสอนลงหนึ่งในสาม แผนแม่บทจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสถาบันการศึกษาชั้นสูง (Institutions of Higher Learning : IHLs) บริษัททางเทคโนโลยีสารสนเทศและนักวิชาชีพสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศในการให้คำปรึกษา

  • สถาบันการศึกษาแห่งชาติ (National Institute of Education : NIE)
                   จะมีการปรับแนวทางการผลิตครูโดยการตั้งเป้าให้นักศึกษาครูมีทักษะในการสอนด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้น จึงต้องปรับหลักสูตรการศึกษาเพื่อให้บัณฑิตที่จะออกไปเป็นครูเป็น ตัวอย่างที่ดี (Role Model) ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสอน และสอนวิธีการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องแก่ครูฝึกสอน สิ่งสำคัญอันดับแรก คือ การเตรียม ผู้จบการศึกษาในปีการศึกษา 1997-1998 ออกไปพร้อมกับทักษะพื้นฐานที่จะผนวกเทคโนโลยี สารสนเทศเข้าไปในหลักสูตร NIE ยังมีแผนที่จะจูงใจให้ครู ฝึกสอนมีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเองด้วยนอกจากนี้ ยังมีกลยุทธ์เสริมอีก 3 ประการ คือ

1. การวิจัยและพัฒนา (Research and Development)
                สถาบันการเรียนรู้ขั้นสูง (Institutions of Higher Learning : IHLs) จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรของโรงเรียน และการทำวิจัยทางการศึกษา แผนแม่บทกำหนดให้มีการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง IHLs และโรงเรียนต่างๆเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างสาขาวิชาต่างๆและช่วยเสริมสร้างระบบการศึกษาโดยรวมให้แข็งแกร่งขึ้น ส่วน NIE จะมีบทบาทในการทำวิจัย วิธีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา และแนะนำหลักสูตรนี้กับผู้ที่ จบการศึกษาแล้ว

2. การผสมผสานระบบ (System Integrators : SI)
                โรงเรียนต่างๆ จะต้องใช้บริการและทรัพยากรต่างๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งในการนี้จะต้องมีการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนหลายด้าน จะมีการแต่งตั้ง SI เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนและทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างโรงเรียนกับภาคเอกชนที่เสนอสาธารณูปโภคพื้นฐานซอฟต์แวร์และบริการ SI ยังให้คำปรึกษาทางด้านเทคนิคแก่โรงเรียนหลังการนำเทคโนโลยี สารสนเทศไปใช้ รวมถึงการส่งเสริมการแข่งขันและยุทธศาสตร์ที่หลากหลายระหว่างโรงเรียน นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งผู้ช่วยด้านเทคโนโลยีเต็มเวลา (Technology Assistant) ในทุกโรงเรียน ทำหน้าที่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ทั้งปัญหาซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และการบำรุงรักษารวมทั้งมี Helpdesk สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่จะแก้ปัญหาที่ซับซ้อนหรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมส่วนกลาง เช่น WAN

3. บทบาทหน้าที่ทางการบริหาร (Administrative Functions)
                แผนแม่บทมีการเสนอให้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการส่งเสริมการบริหารที่เป็นเลิศพร้อมกับมีการสนับสนุนเทคโนโลยีสารสนเทศภายในโรงเรียน และทำให้กระทรวงศึกษาธิการและบุคลากรของโรงเรียนมีความสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลจากโต๊ะทำงานในรูปแบบที่ต้องการด้วยเวลาที่สั้นที่สุด นอกจากนั้น ยังอนุญาตให้สาธารณะเข้าถึงและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ความต้องการเร่งด่วนในการนี้ คือ การใช้อีเมล์เป็นสื่อหลักในการติดต่อ สื่อสารและโต้ตอบกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับโรงเรียน และระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับครูทุกคน

  • การผนวกโครงการนำร่องต่างๆ เข้าสู่แผนแม่บท
    แผนแม่บทจะผนวกและขยายกรอบของโครงการนำร่องต่างๆ ที่มีการจัดตั้งไปแล้ว เช่น

- โครงการ Accelerating IT Primary Schools (AITP)
          มีการทำโครงการทดลอง 6 โรงเรียน ในช่วงกลางปี 1995 โดยสอนในระบบมัลติมีเดียในวิชาหลักๆ ในประถมศึกษา นักเรียนในโครงการร้อยละ 10 ของเวลาในวิชาทั้งหมดใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลการทดลองปรากฏว่าได้ผลในการช่วยเด็กเรียนรู้ นักเรียนที่มีศักยภาพสูง เริ่มมีการเรียนรู้ด้วยตัวเอง (Independent Learners) นักเรียนส่วนอื่นๆ สนใจวิชาการมากขึ้นและบรรลุ จุดประสงค์

- โครงการ Student'sandTeacher'sWorkbench(STW)
       
ทดลองกับ6โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในส่วนที่หนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเต็มรูปแบบ โดยมีศูนย์การศึกษาและ บทเรียนสำหรับครู ผลการทดลอง ปรากฏว่าได้ผลดี โครงการจึงขยายไปสู่วิชาวิทยาศาสตร์ส่วนที่สองในโรงเรียนนำร่อง โดยมีการใช้ร้อยละ 30 ของเวลาในรูปเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีการใช้ประโยชน์จากDigital Media Repositories (DMRs) ของสารสนเทศที่จะให้ครูนำไปใช้ร่วมกับผู้ให้บริการภาคเอกชน - โครงการ JCNet เป็นการวิจัยการใช้อินเทอร์เน็ตของโรงเรียนสาธิตตามโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา มีการใช้ตัวอย่างโรงเรียนประถมศึกษา 10 แห่ง มัธยมศึกษา 10 แห่ง และวิทยาลัย JC 2 แห่ง หลังจากโครงการทดสอบแล้วจะขยายในระยะที่สอง 86 โรงเรียน และระยะที่สาม 254 โรงเรียน ภายในปี 1999 จะมีระบบประเมินผลที่ต่อเนื่อง

- จัดตั้งฝ่ายเทคโนโลยีการศึกษา (Educational Technology Division)
          
ภายในกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อดำเนินการตามแผนแม่บทและประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ภายในกระทรวงศึกษาธิการ และขอความร่วมมือจากโรงเรียน สถาบันอุดมศึกษา NCB และ EDB ตามลำดับ

ประเทศฮ่องกง

             ฮ่องกงจัดได้ว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการศึกษาและเห็นความจำเป็นที่จะต้องให้การสนับสนุนด้านเครื่องมือและความรู้ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ แก่นักเรียน นักศึกษา เพื่อให้มีทักษะและทัศนคติที่ถูกต้อง และพร้อมจะเผชิญกับสิ่งท้าทายใหม่ๆ ในโลกยุคสารสนเทศ จึงได้กำหนด  นโยบายและ จัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (IT for Quality Education Five Year Strategy)ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อปี 1997 ดังนี้

  • นโยบายผู้บริหารประเทศ (Chief Executive)
             ได้ประกาศนโยบายที่จะส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาไว้ว่า

    "เราจะผลักดันแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งมีวัตถุประสงค์โดยรวม คือ การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิรูปวิธีการสอนและการเรียนรู้ โดยงานหลัก คือ การปฏิรูปครูให้มีทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่จำเป็น ให้สามารถประยุกต์ใช้ในการสอนและการเรียนรู้ในวิชาต่างๆได้รวมทั้งจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้แก่นักเรียนและใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมประจำวัน และมีพัฒนาการในการใช้อย่างสร้างสรรค์"
  • วัตถุประสงค์

                  1. เร่งเร้าและกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้แนวคิดใหม่ๆ และรูปแบบที่เป็นลักษณะปฏิสัมพันธ์

                 2. ให้ผู้เรียนมีโลกทัศน์กว้าง ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสร้างเสริมประสบการณ์ในการเรียนรู้ และเอื้อให้เกิดจิตวิญญาณของการสร้างสรรค์

                 3. ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) อย่างอิสระ และปลูกฝังให้มีน้ำใจในการทำงานเป็นทีม (Team Spirit)
           ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือพัฒนาอุปนิสัยในการเรียนรู้ด้วยตนเอง และพัฒนาทักษะในการสื่อสารและการทำงานเป็นทีมในกลุ่มผู้เรียน

  • แนวคิดหลัก
       ในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาอย่างเต็มที่ ฮ่องกงก็ได้เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm shift)
    กระบวนการเรียนการสอนในโรงเรียน จากการที่ใช้ตำราเป็นหลัก (Text-based) และครูเป็นศูนย์กลาง (Teacher-centered) มาเป็นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
    (Student-centered) และมีการปฏิสัมพันธ์ (Reactive) ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับครู โดยการเปลี่ยนบทบาทของครูจากผู้สอน (Instructor) มาเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator)นอกจากนี้ ยังเห็นว่าควรเปลี่ยนวิธี การคิด และวัฒนธรรมการเรียนรู้ของครู ผู้ปกครองและนักเรียน รวมทั้งควรมีการระดมทรัพยากร และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและชุมชนทั้งหมดด้วย นอกเหนือไปจากการ ลงทุนจากภาครัฐส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาในโรงเรียน
  • แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (ปีการศึกษา 1997/98-2000/03)

1. จัดให้มีการศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ผู้เรียนและครู พร้อมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรและโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่าย (Network Infrastructure)

2. จัดทำแบบแผนโครงสร้าง (Structure Blueprint) ที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้สามารถบรรลุ วัตถุประสงค์ 3 ประการข้างต้นได้ ภายใน 5 ปี

  • ภารกิจในช่วง 5 ปี

1. ช่วยครูในการกำหนดบทบาทใหม่ในฐานะผู้อำนวยความสะดวก "Facilitator" ให้คุ้นเคยต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และสร้างให้เป็นนิสัยโดยเร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้

2. รวมเนื้อหาวิชาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ปรากฏในหลักสูตรต่างๆ ของโรงเรียน เข้าด้วยกัน (Incorporate IT Elements) และพัฒนาวิธีการจัดหาซอฟต์แวร์อย่างเป็น แบบแผนมากขึ้น

3. พัฒนากระบวนการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับ โรงเรียน ตามความพร้อม และสภาพการใช้งานในโรงเรียน เพื่อให้สามารถชนะข้อจำกัดทางกายภาพ และปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นฐาน (IT-based teaching & learning)

4. สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่าย เพื่ออำนวยความสะดวกในการแบ่งเบา ความรับผิดชอบด้านทรัพยากรทางการศึกษา ด้านการสื่อสารในภาคการศึกษา และระหว่างภาคการศึกษากับชุมชน

  • องค์ประกอบหลักของแผนยุทธศาสตร์ฯ 5 ปี

1. ครูที่มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (Teacher Enablement)

2. หลักสูตรและซอฟต์แวร์ (Curriculum & Software)

3. การจัดหาฮาร์ดแวร์ (Hardware Provision)

4. โครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่าย (Network Infrastructure)

  • มาตรการ/ความคิดริเริ่มใหม่ๆ

1. ต่อเชื่อมอินเทอร์เน็ตในโรงเรียนมัธยมทุกแห่ง

2. จัดคอมพิวเตอร์ 15 เครื่อง ให้แก่โรงเรียนประถมแต่ละแห่ง และอบรมครูในโรงเรียนในการใช้ได้มากกว่า 15,000 คน

3. แนะนำการใช้คอมพิวเตอร์อย่างถูกวิธี (Computer Awareness Program) ในโรงเรียนประถม

4. สนับสนุนการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer-Assisted Learning Program)

5. เงินอุดหนุนดำเนินการ

6. จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Learning Center : ITLC)

  • มาตรการเสริม

1. จัดหาอุปกรณ์ไอทีสำหรับโรงเรียน

2. จัดหาสถานที่ฝึกอบรมกว่า 30,000 แห่งให้แก่ครู

3. แนะนำโครงการนำร่อง (Pilot Scheme) ในโรงเรียนประถม 10 แห่ง และโรงเรียนมัธยม 10 แห่ง

4. จัดตั้งศูนย์ทรัพยากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา (IT Education Resource Center : ITRC)

5. ให้การสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างและการพัฒนาซอฟต์แวร์ทางการศึกษา

6. เชื่อมโรงเรียนทุกแห่งเข้ากับอินเทอร์เน็ต

7. เตรียมการสำหรับระบบอินทราเน็ตเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ (Education-Specific Intranet)

8. เพิ่มเงินอุดหนุนประจำปี

9. ตั้งศูนย์การเรียนมัลติมีเดีย (Multimedia Learning Center)

  • ข้อควรระวัง

1. การกำหนดมาตรการต้องมาจากการวางรูปแบบจากภาพรวมของประเทศ (Holistic Design)

2. การจัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แก่โรงเรียนต้องดูความพร้อมและข้อจำกัดทางกายภาพของโรงเรียนด้วย

  • ภาพรวมของแผนยุทธศาสตร์ 5 ข้อ

1. ความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของครู

- ครูไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศไม่สามารถแทนครูได้ แต่จะเป็นส่วนที่ช่วยเสริมบทบาทของครู

- จัดให้มีการอบรมครูด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้นใน 4 ระดับ คือ

(1) ขั้นพื้นฐาน (Basic)
(2) ขั้นที่มีทักษะในการใช้ (Comfortable)
(3) ขั้นที่สามารถแข่งขันได้ (Competent)
(4) ขั้นริเริ่มสร้างสรรค์ (Creative)

- จัดให้ครูมีโอกาสพัฒนาทักษาโดยมีหลักสูตรเสริม (Refresher Cuorse) มีการฝึกอบรม (Retrain) และมีการเรียนรู้ด้วยตนเอง

- หาเงินสนับสนุนครูหรือให้ครูยืม (One-off Subsidy) เพื่อซื้อ notebook เป็นของตนเอง

- ให้มีการสนับสนุนวิชาชีพแก่ครูในการปรับใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ ในการสอนโดยผ่าน ITERC

- ดูความต้องการว่าโรงเรียนควรมีผู้ประสานงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไม่

- มีการตั้งเป้าว่าก่อนปี 2002/3 จะมีครูที่ผ่านการอบรม

ระดับ Comfortable อย่างน้อยร้อยละ 75
ระดับ Competent อย่างน้อยร้อยละ 25 และ
มีครู 2 คนในแต่ละโรงเรียนผ่านระดับ Creative

2. ด้านหลักสูตร

- ในระยะเวลา 5 ปี หลักสูตรโดยรวม จะต้องกำหนดว่า ร้อยละ 25 สอนโดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

- จะต้องมีการทบทวนเนื่อหาหลักสูตรในวิชาต่างๆ โดยรวม IT element ต่างๆ ในเวลาที่เหมาะสม (เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา) เพื่อให้บรรลุร้อยละ 25 ข้างต้น

- มีการทบทวนเวลาของวิชาคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนมัธยมอย่างต่อเนื่อง และปรับ เนื้อหาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

- มีการสืบเสาะและส่งเสริมให้มีการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์ที่มีอยู่อย่างสร้างสรรค์

-มีการประสานงานกับผู้ผลิตซอฟต์แวร์หรือหน่วยงานการศึกษาในการแจกแจงวิเคราะห์ซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมกับโรงเรียน

- แสงหาโปรแกรมผลิต (Authorware) ที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาบทเรียน

3. ด้านฮาร์ดแวร์

- ต้องมีการทบทวนเครื่องมืออำนวยความสะดวกทางเทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง ต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงความพร้อมของโรงเรียน การพัฒนาล่าสุดในเทคโนโลยี
และค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์ที่ได้รับ จากตัวแปรข้างต้น อัตราการจัดสรรค์คอมพิวเตอร์ของแต่ละโรงเรียนจึงไม่จำเป็นต้องเท่ากัน

- ต้องมั่นใจว่า การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสื่อสาร จะไม่ทำให้เกิดปัญหาในเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยโรงเรียนจะต้องกำหนดบทบาทนี้ให้ชัดเจน

- ให้โรงเรียนมีการจัดซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับความต้องการของโรงเรียน

- การสนับสนุนทางวิชาการแก่โรงเรียน เช่น ในลักษณะการจัดให้มีศูนย์บริการ ซ่อมบำรุง โดยโรงเรียนซ่อมเองหรือมีช่างเทคนิคของโรงเรียนเอง หรือบริการโดย ITERC

4. โครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่าย

- ให้มีโครงสร้างเครือข่ายทางเสียง เพื่ออำนวยความสะดวกในการสื่อสารและแบ่งปันข้อมูลให้ครูและนักเรียนได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตโดยผ่าน WWW

- ขยายระบบ LAN ในโรงเรียน

- มีระบบอินทราเน็ตในโรงเรียนและระหว่างโรงเรียน

- มีโครงการนำร่อง (Pilot Scheme)

- มีเครือข่ายวิทยุกระจายเสียงในโรงเรียน

5. การดำเนินการ

- จัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา (Advisory Committee) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐ โรงเรียน สถาบันอุดมศึกษาและภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ และดูแลการทำงาน

- จัดทำแผนปฏิบัติงาน โดยใช้ข้อมูลจากสาธารณะ

- โรงเรียนอาจจัดทำแผนของโรงเรียนเองได้หรือปรับใช้แผนของส่วนกลางโดยดูความเหมาะสมกับโรงเรียนเป็นสำคัญ

- พิจารณาตั้งเป้าหมายความสำเร็จ สำหรับนักเรียน ป.3 ป.6 ม.3 ม.5 ม.7 เพื่อเป็นดัชนีที่สะท้อนให้เห็นว่านักเรียนในแต่ละระดับชั้น สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้ดีหรือไม่เพียงใด

 

ที่มา : รายงานการวิจัยนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ การศึกษาของประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ