การทำนา
 
ปฏิวัติเขียว หมายถึง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเกษตร โดยการนำเครื่องจักร ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมาใช้ในการเกษตร เพื่อทดแทนการทำการเกษตรในรูปแบบดั้งเดิมที่เกษตรกรเคยทำมาแต่โบราณ แรกสุดของพื้นที่ปฏิวัติเขียวคือ การจัดหาน้ำเพื่อการเกษตรให้เพียงพอโดยผ่านระบบชลประทาน การจัดการเกี่ยวกับน้ำในประเทศไทยแม้จะมีระบบทดน้ำ เขื่อน ฝายอยู่ก่อน แต่ยังไม่ได้นับเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติเขียวตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 1 คือ เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนนี้สร้างเสร็จในปี 2499 หลังจากนั้นกรมชลประทานก็ได้จัดระบบส่งน้ำให้กับพื้นที่ใต้เขื่อน ระบบส่งน้ำสำเร็จสมบูรณ์ในปี 2507 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตร เริ่มเข้ามามีบทบาท “เกษตรตำบล” ถูกส่งมาเพื่อแนะนำการเกษตรแผนใหม่ ธกส.ขยายสาขาเพื่อสนับสนุนด้านทุนให้แก่เกษตรกร เนื่องจากการเกษตรแผนใหม่จะต้องใช้ทุนในการจัดหาเครื่องจักรปุ๋ยและยาฆ่าแมลง การปฏิวัติเขียวเห็นผลประจักษ์อย่างรวดเร็ว ชาวนาทับยาก้าวเข้าสู่การปฏิวัติเขียว เป็นพื้นที่นำร่อง ที่จะเป็นตัวอย่างแก่ชาวนาทั่วประเทศ

50 ปีก่อนชาวนาของตำบลทับยาทำนาตามรูปแบบที่บรรพบุรุษได้สั่งสมภูมิปัญญา ชาวนาทำนาแค่ปีละครั้งและจะทำนาในช่วงฤดูฝน โดยอาศัยน้ำฝน และน้ำที่ท่วมล้นจากแม่น้ำเจ้าพระยาและที่ไหลออกกระจายสู่ท้องทุ่งมาตาม “บาง” ต่างๆ ที่มีลักษณะเป็นคลองซอยต่อออกจากแม่น้ำ การทำนาโดยพึ่งพาธรรมชาติหลายครั้งก็เกิดปัญหาน้ำท่วมมากเกินไป พันธุ์ข้าวที่ใช้จึงต้องเป็นพันธุ์ข้าวที่มีลักษณะพิเศษ เช่น ข้าวสำรวง ข้าวป้อม ข้าวยืด ข้าวพวง เป็นต้น เพราะต้นข้าวพวกนี้นอกจากจะมีลักษณะเป็นข้าวลำต้นยาวแล้ว ยังสามารถยืดปล้องให้รวงข้าวสูงพ้นน้ำ ทำให้ไม่เสียหายเวลาน้ำมาก

ในอดีตชาวนาจะใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่เป็นสารเคมี เพราะทำนาแค่ปีละครั้งฟางข้าวที่ตกอยู่ตามท้องนาจึงมีเวลาเน่าเปื่อยและย่อยสลายจนกลายเป็นปุ๋ยในที่สุด และไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืช จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลง ดินในอดีตจึงมีคุณภาพที่ดีมากเพราะมีการพักหน้าดินในหน้าแล้งและได้ปุ๋ยจากธรรมชาติแต่การทำนาด้วยวิธีธรรมชาติก็มีปัญหาคือไม่สามารถควบคุมได้ เช่น น้ำอาจจะมากน้อยเกินไป พื้นที่ทำนาก็ยังไม่มีการปรับ จึงเป็นที่ลุ่มที่ดอน ทำให้ผลผลิตได้ไม่มากตามความต้องการ พันธุ์ข้าวที่ใช้ก็มีราคาค่อนข้างต่ำ ขายได้เพียงเกวียนละประมาณ 500-700 บาท นอกจากนั้น การทำนาแบบเดิมยังมีการใช้แรงคนและสัตว์ในการทำนาจึงค่อนข้างล่าช้า

เมื่อเขื่อนเจ้าพระยาสร้างเสร็จในปี 2499 กรมชลประทานก็ได้ขุดคลองชลประทานขึ้นมาให้คือ คลองบรมธาตุ ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้โดยปล่อยน้ำให้ใช้ตั้งแต่ปี 2507 ส่วนดินที่ได้จากการขุดคลองก็เอามาทำถนน เน้นทางสิงห์บุรี-ชัยนาท เลียบคลองทั้งสองข้าง และยังสร้างคลองชลประทานและถนนเสร็จแล้วบางต่างๆ ที่เคยใช้เป็นเส้นทางส่งน้ำเข้านาก็ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง และชาวบ้านก็ไม่ได้ใช้น้ำจากบางต่างๆอีกต่อไป จนน้ำจากบางต่างๆแห้งไปในที่สุด บ้างก็ถูกถมทำเป็นถนน บ้างก็ถูกสร้างบ้านทับ และที่สำคัญ น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาจะไม่ไหลไปในทุ่งนาเหมือนเมื่อก่อน เนื่องจากเส้นทางคือบางถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง

ปัจจุบันมีการปลูกข้าวถึง 3 ครั้งต่อปี เพราะน้ำจากเขื่อนมีปริมาณพอเพียง ส่วนพันธุ์ข้าวก็จะมีการใช้พันธุ์ที่มีการปรับปรุงพันธุ์ใหม่ เช่น ข้าวหอมปทุมและมีการนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยในการทำนาเพื่อลดแรงงานและเพิ่มผลผลิต สารเคมีก็เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการทำนาสมัยใหม่ ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงจำเป็นต้องใช้ในปริมาณมากและมีแนวโน้มที่จะต้องใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีการดื้อยา ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าหอยเชอรี่ ปะปนอยู่ในท้องนาในปริมาณสูงมาก ทั้งการปนอยู่ในข้าว ในน้ำ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมแน่นอนว่า พืชผักในท้องทุ่งและสัตว์น้ำทั้งปลา ปู และอื่นๆนอกจากจะพลอยตายไปด้วยผลของยาฆ่าแมลงแล้ว ที่มีอยู่ก็ไม่ปลอดภัยที่จะนำมาบริโภค อาหารจากธรรมชาติหายไป ชาวนาจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารเพิ่มขึ้น อันที่จริงแล้ว ไม่ใช่เพียงอาหารเท่านั้น แม้กระทั่งข้าว ชาวนาที่นี่ยังต้องซื้อกิน โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพันธุ์ข้าวที่ปลูกไม่ใช่พันธุ์ที่นิยมกิน อีกทั้งโรงสีเล็กในหมู่บ้านก็ไม่มี ชาวนาทำนาโดยไม่มียุ้งข้าวเอาไว้เก็บข้าวไว้กิน ดังนั้นจึงต้องซื้อข้าวสารจากตลาดหรือจากรถเร่
ปัญหาเรื่องสิทธิการถือครองที่ดินดูจะเป็นปัญหา ที่นาเป็นของนายทุนไม่กี่คน ชาวนาต้องเช่าที่นาในการทำนา และต้องเร่งทำนาให้ได้หลายๆครั้ง เพื่อที่จะได้เพียงพอต่อทุนที่ต้องลงไป ทั้งค่าเช่า ค่าปุ๋ย ค่ายา

การทำนาปีละ 3 ครั้ง ทำให้ดินไม่มีเวลาพักฟื้นอีกทั้งดินยังบอบช้ำจากการเผาฟาง สารเคมีตกค้าง นับวันดินจะยิ่งเสื่อมโทรม ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงการทำนาในครั้งต่อไป ก็จะต้องเพิ่มปริมาณปุ๋ยและยาฆ่าแมลง นั่นก็หมายถึงทุนที่ต้องใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ก้าวย่างแห่งชีวิตของชาวนาจึงเป็นเส้นทางที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ยังไม่ต้องพูดถึงสุขภาพของคนที่ต้องอยู่กับสารเคมี
สิ่งแวดล้อมได้รับผลกระทบจากสารเคมีตกค้างชัดเจนที่สุดตอนนี้ก็คือลำแม่ลา เนื่องจากน้ำในแม่ลามีที่มาจากท้องนาเพียงแหล่งเดียว แม่ลาทุกวันนี้แสดงอาการเจ็บป่วยได้อย่างชัดเจนมาก แต่จะมีใครที่เห็นสภาพการป่วย และใครจะช่วยรักษา

- การทำนา

- การทำอิฐมอญ
- การเพาะเห็ดฟาง