ลืม?

     หยดน้ำที่ตกลงมาจากฟากฟ้า กำลังทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มกำลัง มันได้นำพาความชุ่มชื้นไปสู่ทุกพื้นที่ ทำให้ต้นไม้ได้รับวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารชั้นเลิศ ทำให้พื้นดินที่แตกระแหงได้รับมอยเจอไรเซอร์บำรุงความชุ่มชื้น ทำให้ฝูงปลาและสัตว์น้ำมีสถานที่ชอปปิ้งสูงขึ้นอย่างน้อยก็หนึ่งฟุตจากระดับน้ำทะเล ทำให้บ้านของคนเร่ร่อน (ใต้สะพาน) เป็นที่หลบพักของพนักงานมีเงินเดือน

     แล้วคนในชุมชนเมืองอย่างเราล่ะ?

     ชีวิตของคนเมือง ก็กำลังทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังเหมือนกัน จนบางครั้งก็ดูเหมือนกับว่ามันเริ่มจะล้นเสียแล้ว ทั้งการทำงาน การเรียน การเดินทาง แม้กระทั่งการรับประทานอาหาร ทุกอย่างรอบตัวล้วนแต่ดำเนินไปด้วยความเร่งรีบ ทำให้ดูราวกับว่าชีวิตจะไม่มีช่วงเวลาของการหยุดพัก หรือแม้แต่การชะลอให้ช้าลงเลยแม้แต่น้อย

     แม้ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จะเปรียบเสมือนโอเอซีสในทะเลทรายที่มีพื้นที่ (เวลา) อันน้อยนิดให้เราได้หยุดพัก แต่แท้จริงแล้ว ในวันที่หยุดจาการทำงาน หยุดจากการเรียนหนังสือ (ที่ปกติก็ไม่ค่อยจะได้เข้าเรียนซักเท่าไร) เราก็ยังมีสิ่งอื่นที่ต้องทำอยู่ ไหนจะต้องสังสรรค์กับเพื่อนเก่าที่ร้อยวันพันปีจะนัดเจอกันสักครั้ง (ที่จริงก็ทุกอาทิตย์นั่นแหละ) แล้วจะต้องพาหวานใจที่บ้านอยู่ไกลกันคนละฟากไปดินเนอร์ในร้านอาหารใจกลางเมือง ถึงอย่างไรก็ยังไม่ได้หยุดพักจริงๆเสียที

     วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่ง เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่แตกต่างกับทุกวันตรงที่มีสายฝนโปรยปรายอยู่นอกหน้าต่าง นัดจากสหายเก่าถูกยกเลิก ตารางเดตสุดหรูถูกหยุดพัก การปักหลักอยู่บ้านน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่แทนที่จะล้มตัวลงนอน ลองมาตรองดูว่าชีวิตที่ผ่านมามันรีบเร่งเกินไปไหม เข็มสั้นของนาฬิกาเดินวนผ่านเลขสิบสองวันละสองครั้ง การทำอะไรอย่างเร่งรีบไม่ได้ทำให้เวลาเดินช้าลงเลยแม้แต่น้อย

     ทุกคนมีเวลาวันละยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากัน ต่างกันก็แต่การจัดสรรเวลาว่าจะทำอะไรบ้าง ลองละจากกิจกรรมที่ทำเป็นประจำสักหนึ่งอย่าง การทำเช่นนี้ทำให้มีช่วงเวลาที่อยู่กับตัวเองมากขึ้น แล้วลองสำรวจตัวเอง ลองมองหาสิ่งที่ไม่เคยทำ และต้องการจะทำ ลองเปลี่ยนจากการออกไปเดินชอปปิ้งมาเป็นการนั่งอ่านพอกเก๊ตบุ๊คที่อ่านไม่เคยจบซักที เปลี่ยนการฟังคลื่นวิทยุสุดฮิตมาฟังแผ่นเพลงที่ได้แต่ซื้อเก็บไว้
เพราะเพื่อนๆไม่ชอบฟังเหมือนเรา

     ใส่ใจกับตัวเองเสียบ้าง บางเวลาเราไม่ต้องทำอะไรที่เหมือนกับคนอื่นหรอก

     นอกจากการสนใจให้เวลากับตัวเองแล้วการมองบรรยากาศแวดล้อมรอบตัวอย่างถี่ถ้วนก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน ดูซิว่ารอบตัวมีอะไรที่หลงลืมไปแล้วบ้าง

     ครอบครัว ดูจะเป็นคำตอบแรกที่คิดออก ลองดูว่าตอนนี้แม่เป็นอย่างไร พ่อทำอะไรอยู่ แล้วน้องวันนี้ทำไมถึงกลับดึก คำถามที่คนในบ้านเอ่ยขึ้นเมื่อกลับมาเหยีบยชายคาบ้านว่า “กินข้าวมาหรือยัง” ไม่ใช่เพียงวลีลอยๆที่ติดปากเท่านั้น สิ่งที่แฝงอยู่ภายใน คือความห่วงใยจากคนที่อยู่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่เกิด

     แล้วเราเคยเอ่ยถามกลับหรือเปล่า?

     การละกิจกรรมบางอย่าง ชะลอความเร็วในการใช้ชีวิต อยู่กับตัวเองให้มากขึ้น ห่วงใยดูแลคนรอบข้างให้บ่อยขึ้น ทำให้สังคมเมืองที่ร้อนแทบระเบิดมีความชุ่มฉ่ำ ไม่ต่างกับต้นกล้ากลางดินแล้ง แม้ได้รับเม็ดฝนแม้เพียงหยดเดียว ก็ยืดชีวิตของมันให้อยู่ต่อไปได้อีกหลายวัน

     (ถึงอย่างไร ฝนคงไม่มีทางตกลงมาเพียงแค่หยดเดียวอย่างแน่นอน)

Story : Krisda Chaiya

Documentary Stories Gallery Interview